.......................Welcome to blogger...................... Miss. Kanyarat Sankot. ☜ ❤ ☞ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บล๊อกของ นางสาวกัญญารัตน์ แสนโคตร........~♬ ~♬. . . .

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนครั้งที่ 8

บันทึกการเรียนครั้งที่  8    วันอังคาร ที่ 29 เดือนกันยายน   พ.ศ. 2558

ไม่มีการเรียนการสอน
เนื่องจากเป็นช่วงสอบกลางภาคของทางมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม



สอบกลางภาคปีการศึกษา 2558


ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2558  ถึง  4  ตุลาคม  2558




บันทึกการเรียนครั้งที่ 7


เนื้อหาที่เรียน

-นำเสนอวิจัย

เลขที่21   เสกสรร มาตวังแสง. การคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์.          
                   จากการได้ศึกษางานวิจัย  พบว่าวิจัยนี้จัดทำเพื่อศึกษาระดับและเปรียบเทียบการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ โดยจะใช้ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ๆละ 3 วัน วันละ 20 นาที รวมทั้งหมดที่ใช้ในการวิจัยก็คือ 24 ครั้ง โดยมีเครื่องมือในการวิจัยคือ แผนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ และแบบทดสอบการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในวิจัยนี้ได้จำแนกเป็นรายด้านดังนี้ คือด้านการวิเคราะห์  ด้านการใช้เหตุผล  ด้านการสังเคราะห์  และสุดท้ายก็คือ ด้านการประเมินค่า ผู้วิจัยเขาได้กล่าวไว้ว่าเด็กปฐมวัยควรมีการคิดวิจารณญาณมากขึ้นกว่าเดิม  จึงได้จัดทำงานวิจัยครั้งนี้ขึ้นมาว่าเด็กปฐมวัยในตอนนี้มีการคิดวิจารณญาณความสามารถทั้ง 4 ด้านมากหรือน้อยเพียงใด ผลวิจัยครั้งนี้ได้สรุปว่า การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีความคิดวิจารญาณสูงขึ้นอย่างชัดเจน

เลขที่20   จุฑามาศ เรือนก๋า. การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย.                       จากการนำเสนอสรุปใจความได้ว่า วิจัยนี้จัดทำเพื่อสร้างและใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย  และเป็นการศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยได้ใช้ชุดกิจกรรมจำนวน 20 ชุด เพื่อศึกษาผลในการใช้การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย


เลขที่19    ยุพาภรณ์ ชูสาย.(2555). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย. 
                  จากการนำเสนอสรุปใจความได้ว่า วิจัยเรื่องนี้เป็นวิจัยที่จัดทำเพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยและเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติก่อนและหลังการทดลอง โดยวิจัยนี้มีเครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติและแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยเป็นคนสร้างขึ้นมา และผลจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กล่าวไว้ว่า ก่อนใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ เด็กปฐมวัยทีความรู้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง  แต่หลังจากใช้แผนการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นกว่าก่อนใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ


-นำเสนอของเล่นวิทยาศาสตร์จากเศษวัสดุเหลือใช้

           เนื่องจากดิฉันได้หัวข้อในการคิดของเล่นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับแสง และของเล่นนี้เด็กจะต้องเล่นได้และสามารถทำเองได้ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์


ของเล่นวิทยาศาสตร์จากเศษวัสดุเหลือใช้

1.ชื่อของเล่น  กระดาษหมุนๆสีรุ้ง


2.อุปกรณ์
             1.ไม้บรรทัด         2. กรรไกร            3. กระดาษแข็งหรือกระดาษลัง ตัดเป็นวงกลม              4. ดินสอ
             5. สีน้ำ (ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง)         6. เชือก              7. พู่กันและจานสี




3.ขั้นตอนการทำ
-ตัดกระดาษแข็งหรือกระดาษลังเป็นวงกลม (ขนาดใดก็ได้ตามความต้องการ)

-แบ่งวงกลมออกเป็น 7 ส่วน และระบายสีแต่ละส่วนตามลำดับดังนี้  สีแดง  สีส้ม  สีเหลือง  สีเขียว  สีน้ำเงิน  สีคราม และสีม่วง  เสร็จแล้วก็รอให้สีแห้ง

-ใช้ดินสอเจาะรูตรงกลางของกระดาษ จำนวน 2 รู แล้ว

-นำเชือกมาสอดใส่ตรงรูที่เจาะไว้  ก็จะได้ กระดาษหมุนๆสีรุ้ง




4.วิธีการเล่น
             - ดึงเชือกทั้ง 2 ข้างให้ตึง แล้วหมุนกระดาษกับเชือกไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆดึง เผื่อให้กระดาษหมุนๆสีรุ้งหมุน   แล้วสังเกตสีของกระดาษที่หมุนอยู่ว่าจะเป็นสีอะไร



       - นำกระดาษหมุนๆสีรุ้ง มาหมุนแข่งกัน  ใครหมุนได้นานสุด ก็รับไปเลย 
รางวัล “นักประดิษฐ์กระดาษหมุนๆยอดเยี่ยม”



5.ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์

       แสงสีขาว  ประกอบด้วยสีรุ้งต่างๆ (สเปคตรัม) ซึ่งจะได้แก่  สีแดง  สีส้ม  สีเหลือง  สีเขียว  สีน้ำเงิน  สีคราม และสีม่วง  ซึ่งในขณะที่กระดาษหมุนอยู่  ตาของเราจะเห็นสีต่างๆ  ภาพของสีต่างๆ  จะอยู่ในสมองของเรานาน  พอที่จะทำให้ข้อมูลในสมองคาบหรือซ้อนกัน  หัวสมองจะผสมสีต่างๆ  เหล่านี้เข้าด้วยกัน  เราอาจจะเห็นกระดาษหมุนๆสีรุ้งนี้ที่กำลังหมุนอยู่เป็นสีขาว  เพราะสีรุ้งต่างๆทั้งหมดที่ถูกผสมผสานกันจะกลายเป็น  แสงสีขาว 

                         




บรรยากาศในห้องเรียน
        มีแสงสว่างเพียงพอต่อการเรียนรู้  โต๊ะเก้าอี้จัดวางอย่างเป็นระเบียบเมื่อทุกครั้งที่ไปเรียน อากาศภายในห้องเรียนเย็นสบาย รู้สึกผ่อนคลาย

ประเมินตนเอง
       ตั้งใจเรียนและตอบคำถามอาจารย์  แต่ตอนออกไปนำเสนอหน้าชั้นมีอาการไม่ค่อยดี  เนื่องจากมีอาการไม่สบาย เลยทำให้พูดเสียงเบาและขาดความมั่นใจในการนำเสนองาน  ทั้งๆที่เตรียมตัวไปอย่างดี

ประเมินเพื่อน
       ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี  และมีความสนใจในชิ้นงานของเพื่อนๆที่นำเสนอ  

ประเมินอาจารย์
            แต่งกายสุภาพเรียบร้อย   มีวิธีการสอนที่ทำให้นักศึกษาสนุกและเพลิดเพลินไปกับการเรียนการสอน  และให้คำแนะนำในการนำเสนองาน 





บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

เนื้อหาที่เรียน
-อาจารย์ได้แจกกระดาษคนละ 1 แผ่น แล้วให้เขียนความสำคัญ/ความหมาย หรือความเข้าใจของตนเองโดยอธิบายเกี่ยวกับ สมองคืออะไร?
   
    สมอง คือ เกิดจากการที่มีสิ่งเร้า  ผ่านประสารทสัมผัสทั้ง 5  สมองเกิดจากการเชื่อมโยงความรู้เดิม ไปยังความรู้ใหม่(นวัตกรรม)

Executive Function (EF) 
      คือ การทำงานของสมองด้านการจัดการ โดยอาศัยกระบวนการทางปัญญา (cognitive process) ต่างๆ เช่น การยับยั้งความคิด การแก้ปัญหา การวางเป้าหมาย การวางแผนการปฏิบัติ (goal-directed behavior) การจดจำ ความยืดหยุ่นทางปัญญา (cognitive flexibility) เป็นความสามารถในการควบคุมความคิดตนเอง เช่น มีรูปแบบความคิดที่หลากหลาย การคิดนอกกรอบ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนความคิดและความสนใจตามสถานการณ์ รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งที่ซับซ้อน  กระบวนการทางปัญญาเหล่านี้สามารถพัฒนาได้ในวัยเด็กตอนต้น ผ่านกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะด้านสังคม อารมณ์ และร่างกาย 

นำเสนอบทความ
เลขที่23 นำเสนอโดยนางสาว สุจิตรา  มาวงษ์
     เรื่อง แนวทางสอนคิด เติม วิทย์ ให้เด็กอนุบาล
    แนวทางในการ "สืบเสาะความรู้ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก"  ประกอบแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อดังนี้             
1. ตั้งคำถามที่เด็กสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง เช่น คำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆตัว หรือโลกของเรา
2. ออกไปหาคำตอบด้วยกัน เนื่องจากคำถามในระดับเด็กอนุบาลมักจะเปิดกว้าง ดังนั้นการค้นหาคำตอบอาจมีครูคอยช่วยจัดประสบการณ์ให้เด็กตามที่เขาตั้งขึ้น
3. เมื่อขั้นสองสำเร็จ เด็กจะเอาสิ่งที่เขาค้นพบมาไปตอบคำถามของเขาเอง ในขั้นนี้คุณครูอาจช่วยเสริมในแง่ของความครบถ้วนสมบูรณ์หรือในด้านของเหตุและผล
4. นำเสนอสิ่งที่เขาสำรวจตรวจสอบมาแล้วให้กับเพื่อน ๆ
5. การนำสิ่งที่เด็กค้นพบคำตอบนั้นไปเชื่อมโยงกับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ 

เลขที่ 22 นำเสนอโดย นางสาวปภัสสร  สีหบุตร 
            เรื่อง เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านนิทานเด็กปฐมวัย
           การสร้างเจตคติที่ดีต่อเด็ก ใช้นิทานเป็นสื่อในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และต้องมีเทคนิคในการเล่านิทาน เช่น น้ำเสียง หุ่นมือ เป็นต้น จะช่วยให้เด็กมีความเข้า สนุกสนานในการฟังนิทาน
 วิทยาศาสตร์=การเปลี่ยนแปลง -ความแตกต่าง รูปร่าง ลักษณะ


เลขที่ 21 นำเสนอโดย 







-แนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์





-การเรียนรู้จากการคิดและปฏิบัติจริง





-การศึกษาวิธีการทางวิทยาศาสตร์
1.กำหนดปัญหา
2.ตั้งสมมติฐาน
3.รวบรวมข้อมูล
4.สรุป

-เจตคติทางวิทยาศาสตร์
1.ความอยากรู้อยากเห็น
2.ความเพียรพยายาม
3.ความมีเหตุผล
4.ความซื่อสัตย์
5.ความมีระเบียบและรอบคอบ
6.ความใจกว้าง



บรรยากาศในห้องเรียน
        มีแสงสว่างเพียงพอต่อการเรียนรู้  โต๊ะเก้าอี้จัดวางอย่างเป็นระเบียบเมื่อทุกครั้งที่ไปเรียน อากาศภายในห้องเรียนเย็นสบาย รู้สึกผ่อนคลาย

ประเมินตนเอง
       ตั้งใจเรียน อาจจะไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาบางแต่ก็พยายามปรับตัวโดยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากที่อาจารย์สอนภายในห้องเรียน 

ประเมินเพื่อน
       ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี   


ประเมินอาจารย์
            แต่งกายสุภาพเรียบร้อย   คำพูดจะสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมสั่งสอนนักศึกษาในชั้นเรียนสม่ำเสมอ  มีวิธีการสอนที่ทำให้นักศึกษาสนุกและเพลิดเพลินไปกับการเรียนการสอน




วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนครั้งที่ 5

เนื้อหาที่เรียน

     - อาจารย์ได้พูดถึงเรื่องการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์(แมลง)  จะสอนอย่างไร
ให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งๆนี้หรือเรื่องนี้  การบูรณากาเรื่องกิจกรรม  โดยมีการใช้วิทยาศาสตร์

     - ทักษะ คือ การเปรียบเทียบแยกแยะ

     -ทฤษฎีของเพียเจท์
               เพียเจท์  เป็นผู้ริเริ่มทางความคิดที่ว่า  พัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษย์นั้นย่อมอยู่กับการพัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคล  เพียเจท์  ได้แบ่งขั้นตอนของการพัฒนาการทางสติปัญญาออกเป็น 4 ขั้น  คือ  
ขั้นที่ 1 รับรู้จากประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว  
ขั้นที่ 2 ความคิดก่อนปฏิบัติการ  
ขั้นที่ 3 ปฏิบัติการด้วยรูปธรรม  
ขั้นที่สุดท้าย  คือ ขั้นปฏิบัติการด้วยนามธรรม
             เพียเจท์ (Piaget, 1962) ได้กล่าวว่าการเล่นเป็นกิจกรรมในการพักผ่อน เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงว่าเมื่อเด็กเล่นแล้วได้ประโยชน์ รู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหา ให้อภัย และเสียสละ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์ ได้ทำงานร่วมกันเพื่อการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
             เพียเจท์ (Piaget) ผู้นำทางทฤษฎีสติปัญญากล่าวว่า การเล่นเกิดขึ้นภายในจิตใจของเด็ก
และเป็นผลจากสถานภาพของการพัฒนาด้านสติปัญญา การเล่นของเด็กเริ่มตั้งแต่แรกเกิด ในวัยทารกเด็กจะเลียนแบบและกิริยาจากบุคคลหรือสัตว์จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว และจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นการเล่นสามรูปแบบด้วยกันคือ การเล่นฝึก (Practice Play) จะเริ่มตั้งแต่เด็กอยู่ในขั้นการใช้ประสาทสัมผัส และเมื่อเด็กอายุประมาณ 2 ขวบจะเริ่มการเล่นโดยใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Play) และจะพัฒนาไปเป็นการเล่นที่มีกฎกติกา (Games with Pules) 

     - ปัจจัยที่มีส่วนร่วมกับการจัดกิจกรรม (วิธีการเรียนรู้ของเด็ก) เรียนรู้วิธีการของเด็กก่อนจัดกิจกรรม

     - อาจารย์ได้แจกกระดาษ A4 คนละ 1 แผ่น และชี้แจงรายละเอียดในการทำกิจกรรมดังนี้ 
กระดาษที่ได้ไปคนละ 1 แผ่น  สามารถสอนเด็กหรือจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างไร  
(ห้ามซ้ำกัน)




***ดิฉันได้นำเสนอ “เครื่องบินลม” โดยประดิษฐ์จากกระดาษเพียง 1 แผ่น  เพื่อจะสอนในการเคลื่อนที่ของวัตถุ  หากวัตถุมีอากาศกระทบก็จะเคลื่อนที่ตามปริมาณของอากาศที่กระทบวัตถุ  
(การเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นจะเกิดขึ้นได้โดยอากาศ)



     - ข้อสรุปจากการเรียนครั้งนี้ คือ  การสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กไม่จำเป็นต้องเรียน ฟิสิกส์  เคมี  ชีววิทยา ฯลฯ  แต่ควรจะมีความรู้  และการสอนแต่ละครั้งจะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาหรือหน่วยที่จะเรียน  เพื่อเด็กจะได้เกิดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกัน  และการจัดกิจกรมทางวิทยาศาสตร์จะดึงดูดความสนใจของเด็กได้นั้นจะต้องให้เด็กลงมือปฏิบัติด้วยตนเองและทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง  เด็กจะเกิดการเรียนรู้และสนใจในสิ่งที่กระทำ




การนำไปประยุกต์ใช้การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
           เนื้อหาเรียน  และได้ศึกษาในวันนี้ทำให้ดิฉันนำความรู้ ความเข้าใจที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์มาก และเทคนิควิธีการสอนของอาจารย์เป็นที่น่าภูมิใจและเหมาะที่จะนำไปเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตประจำวันได้อีก

บรรยากาศในห้องเรียน
        มีแสงสว่างเพียงพอต่อการเรียนรู้  โต๊ะเก้าอี้จัดวางอย่างเป็นระเบียบเมื่อทุกครั้งที่ไปเรียน อากาศภายในห้องเรียนเย็นสบาย รู้สึกผ่อนคลาย

ประเมินตนเอง
       ตั้งใจเรียน อาจจะไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาบางแต่ก็พยายามปรับตัวโดยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากที่อาจารย์สอนภายในห้องเรียน 

ประเมินเพื่อน
       ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี   

ประเมินอาจารย์
            แต่งกายสุภาพเรียบร้อย  ร้องเพลงเพราะ   มีวิธีการสอนที่ทำให้นักศึกษาสนุกและเพลิดเพลินไปกับการเรียนการสอน




บันทึกการเรียนครั้งที่ 4



ไม่มีการเรียนการสอน


เนื่องจากคณะศึกษาศาสตร์จัดงานศึกษาวิชาการ


วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3


เนื้อหาที่เรียน
- อาจารย์ได้สนทนาเกี่ยวกับการทำ Blogger โดยได้ตรวจดูรายละเอียดและติดตามความเคลื่อนไหวของ Blogger.    เป็นรายบุคคล เพื่อฟังคำแนะนำ ปรับปรุง แก้ไข ให้ดียิ่งขึ้น



- อาจารย์ได้ให้ไปศึกษาหาความรู้ที่ห้องสมุด ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดยให้หาหนังสือที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์  จะเป็นเรื่องไหนก็ได้ อ่านและทำความเข้าใจในเรื่องนั้นๆว่าสามารถนำมาประยุกต์สอนในระดับปฐมวัยได้ไหม?

- อาจารย์ได้ให้แบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 2 คน และให้ไปสรุปเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้รับมอบหมาย โดยอาจารย์ได้ให้หนังสือเล่มหนึ่งที่มีเนื้อหาและความสำคัญเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยมาแบ่งหัวข้อ เพื่อให้ไปศึกษาในหัวข้อที่ได้รับมอบหมายแล้วสรุปลง ของแต่ละคน






แม่เหล็ก

             จากการที่ได้ศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับแม่เหล็ก  ที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยทำให้ทราบเกี่ยวกับแม่เหล็กดึงดูดเหล็ก  เหล็กกล้า  และความสนใจของเด็กเล็กๆ  แม้ว่าแรงดึงดูดของแม่เหล็กเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น  สัมผัสไม่ได้  แต่เราเห็นผลที่เกิดจากแรงดึงดูดนั้นได้  และยังได้กิจกรรมน่าสนใจที่จะสามารถนำไปประยุกต์การเรียนการสอนให้กับเด็กปฐมวัย  กิจกรรมที่ได้ศึกษาในเนื้อหาแม่เหล็กก็มีกิจกรรม 6 กิจกรรม  อาทิ
                 1.แม่เหล็กดึงดูดของเป็นบางอย่าง 
                 2.แม่เหล็กแต่ละชิ้นมีแรงดึงดูดต่างกัน 
                 3.แม่เหล็กส่งแรงดึงดุผ่านวัตถุบางอย่างได้ 
                 4.แม่เหล็กชิ้นหนึ่งสามารถสร้างแม่เหล็กชิ้นใหม่ได้
                5. แม่เหล็กมีแรงดึงดูดมากที่สุดอยู่ที่ขั้วทั้งสอง 
                6.แต่ละขั้วของแม่เหล็กจะมีปฏิกิริยาที่ต่างกัน  
              ทั้ง 6 กิจกรรมที่กล่าวมาข้างต้น  เป็นการทดลองเชิงทางวิทยาศาสตร์ที่ผสมผสานการเรียนรู้  เป็นสิ่งที่จะสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก  เพราะเด็กจะเกิดข้อสงสัยว่าทำไม? แม่เหล็กจึงดึงดูด  แล้วทำไมแม่เหล็กถึงเคลื่อนที่ได้ทั้งๆที่มีสิ่งของวางกันอยู่  กิจกรรม  ทั้ง 6 กิจกรรมจะสามารถให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ทดลอง  และได้ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้ได้คำตอบและไขข้อสงสัย  และในการทดลองเรื่องแม่เหล็กทุกครั้ง  ครูจะต้องระวังอย่าให้เด็กทดลองใกล้สิ่งที่ใช้พลังงานแม่เหล็ก  เช่น  เครื่องคอมพิวเตอร์  แผ่นดิสก์  และชิ้นส่วนอื่นๆของคอมพิวเตอร์  เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ 
               การที่ใช้แม่เหล็กมาเป็นสื่อการเรียนการสอนสามารถเป็นกิจกรรมบูรณาการทางคณิตศาสตร์  ดนตรี กิจกรรมการเล่านิทานด้วยแม่เหล็ก (กิจกรรมนี้จะเป็นที่ดึงดูดความสนใจของเด็กๆอย่างมาก  เพราะการเล่านิทานจะมีการเคลื่อนที่ด้วยแม่เหล็ก)  กิจกรรมศิลปะ  กิจกรรมการเล่น  และสุดท้ายกิจกรรมความคิดสร้างสรรค์

การนำไปประยุกต์ใช้การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

           จากที่ดิฉันได้ศึกษาหาความรู้ที่ห้องสมุด  ทำให้เข้าใจวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม  และวิทยาศาสตร์ยังมีความสำคัญกับเด็กปฐมวัย  เพื่อให้เด็กได้เกิดความคิด  การแก้ไขปัญหา  การทดลอง  การหาเหตุผล  และยังเป็นการสนับสนุนให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่สนุกสนาน


บรรยากาศในห้องเรียน

        มีแสงสว่างเพียงพอต่อการเรียนรู้  โต๊ะเก้าอี้จัดวางอย่างเป็นระเบียบเมื่อทุกครั้งที่ไปเรียน อากาศภายในห้องเรียนเย็นสบาย รู้สึกผ่อนคลาย   (ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม)


ประเมินตนเอง

       ตั้งใจเรียน  และชอบเข้าห้องสมุดเลยทำให้ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข  เพราะห้องสมุดมีหนังสือมากมายที่เหมาะกับการอ่านและศึกษาเรียนรู้   


ประเมินเพื่อน

       ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี   



ประเมินอาจารย์

            แต่งกายสุภาพเรียบร้อย   เอาใจใส่นักศึกษาทุกคน  ติดตามการทำงาน  และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักศึกษา




สรุปบทความ

สรุปบทความเรื่อง
ฝึกทักษะสังเกต…นำลูกสู่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์

บริษัท แฟมิลี่ วีคเอนด์ จำกัด 
06/04/2011

            จากบทความนี้สรุปได้ว่า การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กนั้นเป็นเรื่องง่าย  และไม่ยุ่งยาก เพราะโดยธรรมชาติของเด็กแล้วนั้นเด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งที่อยู่รอบๆตัวตลอดเวลา  เพราะเป็นวัยที่อยู่ในช่วงสมองมีการพัฒนาสูงสุด  ยิ่งเด็กนั้นได้พัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กแล้ว  ยิ่งจะทำให้มีทักษะและศักยภาพการเรียนรู้ที่สูงยิ่งขึ้น  ในบทความนี้ก็ได้กล่าวในเรื่องทักษะการสังเกตไว้ว่าทักษะการสังเกตนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ และได้ให้ความหมายของการสังเกต หมายถึง  การที่ใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือหลายอย่างมารวมกัน  ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ เพื่อต้องการรู้รายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ ที่จะนำมาซึ่งการเรียนรู้ที่มากขึ้นและเด็กจะเก็บเป็นข้อมูลหรือประสบการณ์ต่อไป จึงพูดได้อีกอย่างว่าสำหรับสำหรับเด็กๆ แล้วการสังเกตจะเกิดจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้านั่นเอง และจากประสบการณ์ที่ได้รับจะทำให้การสังเกตของเด็กพัฒนาขึ้น การสังเกตสามารถกลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ที่มีคุณค่าในที่สุด



การส่งเสริมทักษะการสังเกตผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า


*  ฝึกสังเกตด้วย ตา   

             ในการสังเกตโดยใช้ “ตา” นั้น  คุณพ่อคุณแม่ควรแนะให้ลูกรู้จักสังเกตลักษณะของสิ่งต่างๆ  สังเกตความเหมือน ความต่าง รู้จักจำแนก และจัดประเภท จะช่วยให้เด็กมี นิสัยในการมองสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว โดยเริ่มจากการชี้ให้เด็กดูสิ่งที่เขาเห็นอยู่ทุกวัน เช่น ต้นไม้บริเวณบ้าน  ลองเก็บใบไม้ต่าง ๆ ที่หล่นอยู่บนพื้นมาให้ลูกดู ให้เขาสังเกตสีของใบไม้ต่าง ๆ  ที่มีทั้ง
สีเขียว  สีเหลือง สีแดง สีน้ำตาล ฯลฯ  รวมทั้งมีรูปร่างลักษณะที่ทั้งคล้ายกันและต่าง กัน  ให้เด็กสังเกตลักษณะรูปทรงต่าง ๆ ของพืช เช่น เป็นลำต้นตรงสูงขึ้นไป เป็นเถาเลื้อยเกี่ยวพันกับต้นอื่น สังเกตความแตกต่างของดอกไม้และผลไม้ต่าง ๆ เช่น ดอกชบาสีแดง ดอกดาวเรืองสีเหลือง ดอกลั่นทมสีขาว ฯลฯ
              นอกจากใบไม้ ลำต้น กิ่ง ก้านแล้ว  เราควรจัดหาเมล็ดพืชหลาย ๆ ชนิดมาให้เด็กเล่นเพื่อสังเกตลักษณะรูปร่างขนาด สี และหัดแยกประเภท และจัดหมวดหมู่ อุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากสำหรับการสังเกต คือ แว่นขยาย เด็ก ๆ มักตื่นเต้นที่ได้ เห็นสิ่งต่าง ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น และเห็นรายละเอียดอย่างชัดเจน เช่น ตัวมด ลายใบไม้ เส้นผม ผิวหนัง ก้อนหิน เม็ดทราย เป็นต้น
              นี่เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งใกล้ตัว ที่ผู้ใหญ่อย่างเรานำมาชี้ชวนให้เด็กได้ฝึกทักษะการสังเกต รอบๆ ตัวลูกมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่จะฝึกเรื่องนี้ให้เขาได้


*  ฝึกสังเกตด้วย หู  
            ในการจำแนกเสียงต่างๆ ที่ได้ยินนั้น จะมีพื้นฐานที่ดีในการเรียนรู้ภาษา  ทั้งยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาด้วย เราอาจใช้วิธีอัดเสียงที่เด็กคุ้นหู เช่น เสียงสัตว์ต่าง ๆ เสียงนก เสียงแมลง จิ้งหรีด  จักจั่น เสียงน้ำไหล เสียงดนตรีชนิดต่าง ฯลฯ แล้วเปิดให้เด็กทายว่าเป็นเสียงอะไร ให้เด็กหัดสังเกตความแตกต่างของเสียงเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงไปสู่การสอนเขาเกี่ยวกับลักษณะของแหล่งเสียงต่างๆ นั้นได้  
             สำหรับการฟังเสียงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว อาจใช้วิธีให้ลูกปิดตาแล้วเดาว่าเสียงที่เขาได้ยินนั้นเป็นเสียงอะไร เช่น เสียงเคาะไม้ เคาะแก้ว  เสียงตีกลอง เสียงเคาะโต๊ะ เป็นต้น การฟังเสียงที่แตกต่างกันของวัตถุเหล่านี้ เด็กจะเรียนรู้ถึงความแตกต่างของวัตถุ ซึ่งทำให้เกิดเสียงที่ต่างกันไป นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกทำเครื่องดนตรี หรือเครื่องให้จังหวะจากวัสดุต่าง ๆ ที่ให้เสียงที่แตกต่างกัน เช่น กระป๋องอัดลมที่ใส่เม็ดถั่วเขียว ก้อนกรวดเล็กๆ หรือทรายไว้ข้างใน ลูกซัดหวายร้อยด้วยฝาน้ำอัดลม กรับไม้ไผ่ ฯลฯ หรือชวนลูกไปสวนสาธารณะ ให้เขาปิดตาเงี่ยหูฟังเสียงแล้วบอกว่าเขาได้ยินเสียงอะไรบ้าง ลูกอาจจะได้เรียนรู้ว่าการเงียบแล้วเงี่ยหูฟังเสียงนั้น จะทำให้เขาได้ยินเสียงบางเสียงที่เขาอาจไม่ได้ยินขณะลืมตาฟังก็ได้ 


*   ฝึกสังเกตด้วย จมูก  
            การใช้จมูกดมกลิ่นเพื่อฝึกการสังเกตนั้น  ควรให้ลูกได้ดมสิ่งที่มีกลิ่นเหมือนและต่างกัน เพื่อให้เขารู้จักจำแนกได้ละเอียดขึ้น การฝึกลูกในขั้นแรก คือปิดตาลูกแล้วให้ดมกลิ่นสิ่งต่างๆ แล้วบอกว่าเป็นกลิ่นอะไร กลิ่นที่นำมาให้ลูกดมควรเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น แป้ง สบู่ ผลไม้ ส้ม ดอกไม้  หัวหอม กระเทียม กะเพราะ  ฯลฯ  หลังจากที่ลูกสามารถจำแนกกลิ่นต่าง ๆ ได้แล้ว ควรให้ดมกลิ่นสิ่งที่มีกลิ่นคล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น สบู่ต่างชนิดกัน ดอกไม้ต่าง ๆ ใบไม้ ผลไม้ เช่น ส้มกับมะนาว แล้วให้เด็กบรรยายความรู้สึกที่มีต่อกลิ่นนั้นๆ เช่น ดอกไม้นี้หอมชื่นใจ ดอกนี้หอมแรงไป ใบไม้นี้มีกลิ่นหอม ใบนี้กลิ่นคล้ายของเปรี้ยว  ใบนี้กลิ่นร้อนๆ เป็นต้น นี่คือการฝึกทักษะการแยกแยะ สังเกตให้ลูก


*  ฝึกสังเกตด้วย ลิ้น  
             การใช้ลิ้นชิมรสอาหารต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่เด็กสนุกสนานเพราะสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กที่ชอบชิม แทะสิ่งต่าง ๆ อยู่แล้ว การให้เด็กได้ชิมรสต่าง ๆ นี้ก็เพื่อให้รู้จักความแตกต่างของรสชาติ และรู้จักลักษณะของสิ่งที่นำมาใช้เป็นอาหารดียิ่งขึ้น ในการจัดกิจกรรมนั้น คุณพ่อคุณแม่นำอาหารชิ้นเล็ก ๆ หลายๆ อย่างใส่ถาดให้ลูกปิดตาแล้วพ่อแม่ใส่ปากให้ชิมและตอบว่า กำลังชิมอะไร รสเป็นอย่างไร เช่น น้ำตาล-หวาน  เกลือ-เค็ม  วุ้น-หวาน  ส้ม-เปรี้ยว  มะนาว-เปรี้ยว  ขนมชั้น-หวาน มะระ-ขม เป็นต้น  หลังจากนั้นให้เปรียบเทียบอาหารที่มีรสคล้ายกันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร  เช่น ส้มกับมะนาว/ น้ำตาลกับขนมแตกต่างกันอย่างไร



*  ฝึกสังเกตด้วย ผิวหนัง   
             การเรียนรู้ด้วยการใช้มือสัมผัส แตะ หรือเอาสิ่งของต่าง ๆ มาสัมผัสผิวหนัง ช่วยให้เด็กได้ เรียนรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของวัตถุต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ในระดับสูงขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่อาจนำวัตถุต่างๆ ใส่ถุง ให้ลูกปิดตาจับของในถุงนั้น แล้วให้บอกว่าสิ่งที่จับมีลักษณะอย่างไร เช่น นุ่ม แข็ง หยาบ เรียบ ขรุขระ เย็น อุ่น บาง หนา ฯลฯ โดยสิ่งของที่นำมาใส่ในถุงควรมีพื้นผิวแตกต่างกัน เช่น ผ้าเนื้อต่าง ๆ กระดาษ หยาบ ฟองน้ำ ไม้ ขนนก เหรียญ ฯลฯ นอกจากเด็กจะได้ฝึกใช้ภาษาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของเหล่านี้แล้ว ยังได้เรียนรู้ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันของวัตถุแต่ละชนิดอีกด้วย

                การได้ฝึกสังเกตด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้านี้ จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ เกิดเป็นข้อมูลขึ้นในสมองของลูก เพื่อการเรียกมาใช้ในวันหนึ่งข้างหน้านั่นเอง...